| Profil de SupakornYo_NegAtivEBlogListesRéseau | Aide |
Yo_NegAtivEUnder Construction 25 avril 8+1 Days in Japan Ep05 : Bullet Train to Steam Town
อยากรู้ว่าเขียนเป็นไงมั่ง ควรปรับปรุงตรงไหนรึเปล่า ที่สำคัญ...อยากรู้ว่ามีคนอ่านรึเปล่าด้วยอ่า..เม้นหน่อยนะ Day 5 : 6 Apr 2007 @ Beppu..Steam Townวันนี้เราเช็คเอาท์กันแต่เช้า เพราะว่าวันนี้ต้องเดินทางไกล เราจะนั่งรถไฟลงไปเที่ยวทางใต้กัน จุดหมายปลายทางแรกก้อคือเมืองเบปปุ เพื่อความสะดวกในการเดินทางไกล เราจึงใช้แผนการเด็ด นั่นคือ เราจะทิ้งกระเป๋าใบหลักและของส่วนใหญ่ไว้ที่ Hiroshima แล้วค่อยกลับมาเอา ในวันเดินทางกลับ...เราเก็บกระเป๋าใบใหญ่ไว้ในล็อกเกอร์ที่สถานีรถไฟนั่นแหละครับ ไม่รู้คิดกันได้ยังไง ค่าเช่าล็อกเกอร์หยอดเหรียญวันละ 60 เยน ไปสามวันก้อ 180 เยน ถือว่าไม่แพงเลยกับการที่เราจะไปเที่ยวอย่างสบายใจ ด้วยกระเป๋าใบเล็กติดตัวกันไปคนละใบ การนั่งรถไฟคราวนี้จะนานมาก เรากินอาหารเช้าที่สถานีกันก่อน ก่อนจะรีบขึ้นรถไฟชินกันเซ็นสายเดียวกับตอนที่นั่งมาจากโกเบ เพื่อลงใต้ไปทาง ฟุกุโอกะ แต่เราจะลงก่อนที่ Kokura แล้วขึ้น Local Train ต่ออีกเล็กน้อย การขึ้นรถไฟที่นี่ค่อนข้างง่าย (ถึงยังงั้นก้อยังหลงอยู่บ่อยๆ 555) รถไฟสายต่างๆจะมีชื่อ เช่นขบวนที่จะไปเบปปุ จะชื่อว่า SONIC แถมหน้าตาจะต่างๆกัน ประมาณว่ามาจากคนละบริษัท แถมมีคำว่า SONIC แปะไว้ตรงประตูให้แน่ใจก่อนขึ้นด้วย
เอาล่ะ เข้าเมืองกันดีกว่า พอเราลงจากรถไฟปุ๊บ โอ้ ยังกับมาโผล่ในเมืองเล็กๆในยุโรปยังงั้นเลยแหละ สิ่งแรกที่จะทำก้อคือ หาที่พักให้เจอ วันนี้เราจะพักกันที่โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น(Ryokan) ซึ่งจะหาค่อนข้างยากเพราะที่นี่มีเยอะมาก แถมโรงแรมแบบนี้จะไม่มีภาษาอังกฤษเท่าไหร่ แผนที่ที่พริ๊นมาจากเวบก้อไม่ละเอียดนัก แต่หลังจากที่ก้อหลงมาเกือบทุกที่แล้วก้อเลยไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเท่าไหร่ ระหว่างทางเราไปเจอ Tourist Information เราก้อเลยเข้าไปถามแบบไม่ลังเล คราวนี้โชคดีมาก ได้เจออาสาสมัครพูดภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวด้วย ถึงจะไม่ได้ฟังง่ายนักแต่ก้อภาษาอังกฤษละนะ ตั้งใจจะถามทางไปโรงแรมอย่างเดียว แต่พี่แกนำเสนอโปรแกรม"ทัวร์นรก"ให้ด้วยเสร็จสรรพ เท่านั้นยังไม่พอ มีแจกคูปองลดราคาค่าตั๋วรถเมล์ไปเที่ยวให้ด้วย น่ารักจริง หลังจากนั้นเราก้อไปตามหาโรงแรมกันต่อ เดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ รู้ถนนแล้ว รู้ซอยแล้ว แต่ไม่รู้ตึกไหน เพราะละแวกนั้นมีแต่โรงแรมแบบนี้กันหมดเลย เราพยายามเทียบโลโก้กับที่พริ๊นมาแต่ก้อไม่เจอ สุดท้ายเลยตัดสินใจเข้าไปถามคุณลุงคนนึง ที่ยืนอยู่หน้าโรงแรม แกก้อทำหน้าตาดีใจ(ฟังแกพูดไม่ออก)แล้วก้อ ชี้ๆ ไปที่โรงแรม เราก้อเลยเข้าไป ปรากฏว่าไม่มีพนักงานอยู่เลย สงสัยเค้าให้ Check-in ตอนเย็นมั้งเนี่ย ในเวบว่างั้นนี่นา เราก้อเลยไปหาอะไรกินกันแล้วก้อเที่ยวกันก่อน
แต่เบอร์เกอร์อร่อยมากกกกกกก อย่าเอาไปเทียบกันแมคนะคับ นี่ไม่ใช่ของ mass product แบบนั้น จากที่ผมปกติจะเห็นเบอร์เกอร์เป็นอาหารว่าง แต่ต้องยกเว้นอันนี้ละคับ มันดูมีเนื้อมีหนังกว่า สดใหม่กว่า และที่สำคัญ...อิ่มไปถึงเย็น หลังจากกินเสร็จเราก้อเริ่มการท่องเที่ยวตามที่เซลล์ อ๊ะ ไม่ใช่สิ อาสาสมัครเค้าอุตส่าแนะนำให้เรา(พร้อมส่วนลด [^.^]) ไปกันเลยดีกว่าคับ..."ทัวร์นรกแปดขุม...หงุม...หงุม...ม"
บ่อเลือด(น้ำเป็นสีแดงจัดเนื่องธาตุเหล็กเยอะ) บ่อร้อนจี๋ (เกือบ 100 องศา) บ่อน้ำพุ(ขึ้นตามเวลายังก๊ะเปิดก๊อก) บ่อจรเข้ บ่อสวนสัตว์ บ่อตู้ปลา บ่อโป๊ยเซียน...หลังๆเริ่มงงๆใช่ไม๊คับ บางอันไม่มีอะไรเลย พี่แกทำสวนสัตว์ ทำพิพิธภัณฑ์สัตวน้ำซะงั้น..จะได้มีจุดขาย ลืมอีกบ่อนึง บ่อไข่ต้มคับ จริงๆเห็นเค้าต้มทุกบ่อแหละ แต่ขายเฉพาะที่บ่อนี้ เสียตังค์ไปสามพันเยนได้ดูแค่เนี้ย แถมมีร้านของฝากเปิดดูดตังค์นักท่องเที่ยวอีก แต่ถ้าถามผมว่าเสียดายตังค์ไม๊.....ไม่เลยซักนิด เดี๋ยวจะหาว่าผมโม้ เอารูปไปดูอีกชุดเลยดีกว่า (ในรูปนี่ฮิปโปไม่ได้อยู่ในน้ำร้อนนะครับ)
แต่พนักงาน(คิดว่าน่าจะเป็นเจ้าของด้วย รู้สึกกิจการแบบนี้จะเป็นของครอบครัว) เค้าก้อน่ารักมากเลย พาเราไปส่งที่โรงแรมที่ถูกต้องให้ด้วย ระหว่างที่รอทำเรื่องเช็คอิน คุณยาย(หนึ่งใน)เจ้าของร้านก้อมาชวนไปดูห้องอาบน้ำ ที่นี่มีทั้งบ่อรวม และส่วนตัว ส่วนตัวนี่ไม่ใช่มีกันคนละห้องนะคับ ห้องเดียวนั่นแหละแต่ให้เข้าทีละคน มีตารางเวลาให้จองได้ จะอาบกี่โมงก้อบอกเค้าไว้เค้าจะจัดการเตรียมน้ำให้เรา ให้ความรู้สึกท่านโชกุนมากๆ ...เราจองกันไว้ประมาณห้าโมง พอได้เวลาเค้าก้อโทรมาเรียก ใช่ครับ โทรมา กว่าจะฟังกันออกว่า Shower เล่นเอางงอยู่นาน... หลังจากอาบน้ำแล้วเรายังมีโปรแกรมออกไปเที่ยวกันอีก แต่คราวนี้ไปใกล้ๆ เพราะว่าโรงแรมปิดประตูตอนสองทุ่ม ..วันนี้เป็นวันงดอาหารญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นมื้อเย็นเราจึงเป็นอาหารอิตาเลี่ยน เป็นร้านเล็กๆใกล้กับที่พักนี่แหละ บรรยากาศดี บริการยอด อาหารอร่อย อิ่มแล้วก้อออกเดินทางได้ ...มาญี่ปุ่นตามทัวร์ก้อต้องจัดไปโตเกียวทาวเวอร์ เรามากันเองแถมไม่ได้ไปโตเกียวซะด้วย ไปเบปปุทาวเวอร์แทนละกัน
พอขึ้นไปถึงชั้นบนเปิดลิฟท์มาปุ๊บ ข้างหน้ามีกล่องตั้ง 1 ใบ เขียนประมาณว่า ค่าเข้าชม 200 เยน ..(-_-")a... กับพนักงานเฝ้ากล่อง 1 คน จริงๆ ถ้าเข้าไปตอนกลางวันคงดีกว่านี้ เพราะเค้ามีร้านกาแฟด้วย แต่ตอนนี้ปิดแล้ว เอาเถอะ ไหนๆ ก้อขึ้นมาแล้ว เราก้อเลยถ่ายรูปกันซักหน่อย มีกล้องส่องทางไกลให้ดูด้วยนะ ยอดเหรียญ 100 เยน แล้วลองส่องดูก้อจะได้เห็นว่า ...บ้านคนแถวนั้นขับรถอะไร ปลูกต้นไม้ไว้ในบ้านกี่ต้น ....ดูทำไมเนี่ย..(-_-")a..หลังจากนั้นเราก้อเดินดูโน่นดูนี่ในตลาดนัดอีกนิดหน่อย แล้วก้อรีบกลับโรงแรมกัน ก่อนนอนวันนี้ต้องเตรียมแผนสำหรับการเดินทางและช๊อปปิ้งของวันพรุ่งนี้ไว้ก่อน.........พรุ่งนี้เราจะไป "ฟุกุโอกะ" กัน To be Continue ......
ปล. เอ็นทรี่นี้ใช้เวลานานมากเนื่องจากเขียนวันละนิดวันละหน่อย (เริ่ม 26 กันยา 07 เสร็จ 25 เมษา 08.....ร่วม 6 เดือน...O_O) เดี๋ยวนี้งานเยอะมาก เอ็นทรี่หน้าก้อน่าจะอีกนานเหมือนกัน เหลือเรื่องเขียนอีกแค่สามวันเอง จะค่อยๆเขียนต่อไปเรื่อยๆ นะ.. 26 septembre 8+1 Days in Japan Ep04 : Miyajimaaaa....Day 4 : 5 Apr 2007 @ Miyajima เกาะทัพพี ?!?วันนี้ตื่นแต่เช้าพอสมควร อาจจะเพราะเมื่อคืนนี้นอนอย่างเต็มตา แน่ล่ะ..ธุระเสร็จแล้ว ความตึงเครียดก้อลดลง ตั้งแต่วันนี้ก้อจะเป็นการท่องเที่ยว อย่างเดียว เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด แหม่ ไม่ใช่ว่าจะมาง่ายๆนี่นะ ญี่ปุ่นเนี่ย เช้านี้กลับมาอากาศแจ่มใสเหมือนเดิม แดดดี เหมาะแก่การถ่ายรูปมาก อากาศก้อเย็นสบาย ไม่ถึงกับหนาว นับว่าดีมากเลย เพราะว่าวันนี้จะไปเที่ยวเกาะกัน แต่ก่อนจะไปก้อต้อง อาหารเช้าก่อน วันนี้ไปกินในร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ UCC ตั้งอยู่ใกล้ๆโรงแรมที่พักนี่เอง อาหารอร่อยมากๆ อร่อยจนลืมถ่ายรูปมาอีกแล้ว...(ลืมประจำ) พออิ่มท้องแล้วก้อเริ่มต้นการเดินทางกันได้ อันดับแรก เราก้อเลยเดินข้ามสี่แยกไปศาลเจ้าก่อนเลย เห็นตั้งแต่วันที่มาถึงแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้เข้าไป บรรยากาศก้อแปลกตาดีครับ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ท่ามกลางตึกสูงสมัยใหม่ มาถึงทั้งทีก้อไหว้พระกันซะหน่อย ธรรมเนียมที่นี่ ดูไปก้อรู้สึกเหมือนไปยื่นแบบฟอร์มขอไหว้พระยังไงไม่รู้ เริ่มด้วยการเอาเหรียญไปหย่อนลงกล่องตามความศรัทธา แล้วก้อมาพนมมือ สวดมนต์ ตอนพนมมือนี่ต้องมีตบมือสามครั้งก่อนด้วยนะ เสร็จแล้วก้อไปเคาะ อ่า...เรียกว่าฆ้องละกัน คือรูปร่างจะเป็นฆ้องขนาดย่อมๆ แขวนไว้กับคานหน้าศาลา แล้วก้อมีสายผูกไม้ตีห้อยลงมายาวๆ
"นี่ล่ะครับศาลเจ้าที่ว่า" "ขอเรียกว่า ฆ้อง ล่ะนะ"
หลังจากนั้น เราก้อจะเข้าไปรับพรจากพระ (ขอเรียกว่าพระนะ) โดยท่านจะมี ไม้ไผ่ผูกปลายด้วยพวงกระดาษเล็กๆ คล้ายๆโมบาย มาโบกใส่เรา เป็นอันเสร็จพิธี...หลังจากนั้นเราก้อถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อย แล้วก้อเดินไป Hiroshima Memorial Park ไปถ่ายรูปกันในสวน ดูซากปรักหักพัง จากสมัยโดนบอมบ์ ไปเยี่ยม อนุสาวรีย์ ซาดาโกะ (ที่ไม่เกี่ยวกับ the ring แต่อย่างใด) เด็กที่ได้รับผลจากรังสี คนที่พับนกสองพันตัวนั่นแหละ รอบๆอนุสาวรีย์ จะมีตู้กระจกไว้เก็บนกกระดาษ ที่มีคนเอามาในวันที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้
"อนุสาวรีย์ที่ระลึกการเหตุการณ์โดนบอมบ์" "มองไปจะเห็นอาคารหลังสุดท้าย" "อนุสาวรีย์ซาดาโกะ" "อาคารหลังเดียวที่เหลืออยู่"
เที่ยวในเมืองพอหอมปากหอมคอ สายหน่อยเราก้อขึ้นรถรางไปที่สถานี Hiroden Miyajima ซึ่งจะเป็นท่าเรือเพื่อข้าม Inland sea ไปยังเกาะมิยาจิมา เรือเฟอร์รี่ที่ใช้ข้ามไปมิยาจิมาก้อเป็นเรือของ JR เหมือนกัน ขึ้นฟรีอีกแล้ว หุหุ พอข้ามไปยังไม่ทันถึงดีเราก้อได้เห็นประตูศาลเจ้ากลางน้ำ เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่เลยนะเนี่ย ถ่ายรูปมาหลายรูปเลยแต่ว่าไม่ค่อยชัด เพราะว่ามันไกลไปหน่อย เดี๋ยวขึ้นไปบนเกาะก่อนค่อยถ่ายก้อได้ พอขึ้นไปถึงฝั่ง เราก้อพบว่า ที่นี่มันเต็มไปด้วย.........กวาง...........เยอะมากๆ ไม่กลัวคนซักกะนิด ขอของกินอีกตะหาก -_-a ก้อเลยถ่ายมาได้หลายรูป "กวางตรึ้ม....นอนกันสบายอารมณ์สุดๆ" "แว๊กก...กางเกงของกระผมไม่ใช่ของกินนะเฟร้ย"
ตอนนี้ก้อได้เวลาหาของกินก่อน เพราะใกล้เที่ยงแล้ว ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องหอยนางรมครับ แฮ่ๆๆ เราก้อขึ้นชื่อเรื่องชอบกินเหมือนกัน มีร้านเยอะเหมือนกัน แต่เลือกไม่ยากครับ ร้านอาหารที่ญี่ปุ่นนี่จะมีโมเดลเมนูหลักๆของร้านโชว์ไว้หน้าร้าน เราก้อดูๆไป อ๊ะ ร้านนี้ใช้ได้ ก้อเข้าไปนั่งเลย แล้วก้อหาเมนูเตรียมจิ้ม..^^ .........ปรากฏว่าร้านนี้ไม่มีเมนู...ทำไงล่ะทีนี้.....ด้วยความที่เราอยู่รอดมาด้วยการจิ้มสั่งตลอด คราวนี้ก้อไม่พลาดครับ พอคุณยายที่รับออเดอร์มา เราก้อพาแกไปชี้ที่โมเดลหน้าร้านกันเลย..^^ ..รอดไปอีกหนึ่งมื้อ ฮ่าๆ ...อร่อยอีกแล้ว ...นอกจากที่สนามบินแล้ว อาหารที่นี่อร่อยมาตลอด...ประทับใจมาก ......................ประทับใจจนลืมถ่ายรูปอีกแล้ว...^-^"a เอาล่ะ ได้เวลาเดินเที่ยวกันแล้ว เราออกเดินจากร้านอาหาร เดินไปตามถนนเลียบชายหาด ตลอดทางจะเต็มไปด้วยร้านของฝาก ก้อไสตล์คล้ายบ้านเราเหมือนกัน เป็นพวกงานฝีมือที่ทำจากไม้ ทัพพี ไม้เท้า ดาบไม้ ของเล่นเด็ก พวงกุญแจ พัด แล้วก้อขนม ที่นี่มีขนมเค้กสอดใส้รูปใบเมเปิ้ลเป็นของขึ้นชื่อครับ แนวๆหม้อแกงเมืองเพชร ขายกันเยอะมาก เดินไปจนเข้าเขตศาลเจ้าที่มีประตูกลางน้ำ เราก้อจัดแจงเตรียมหามุมถ่ายรูปกัน จริงๆก้อถือกล้องเดินมาตลอดทางแหละครับ ถ่ายโน่นนี่มาเรื่อย ตัวศาลเจ้าก้อใหญ่มากครับ แต่เราพร้อมใจกันไม่เข้าไปเนื่องจาก คิดว่าก้อศาลเจ้าอะ คงสไตล์เดียวกับที่เกียวโตแหละ ที่สำคัญ ที่นี่เก็บค่าเข้าแพงง่ะ >_< เราก้อเลยเดินต่อไป ขึ้นไปดูเจดีย์ ชมวิวซากุระจากบนเนินเขา เดินชมวิวกันไปเรื่อยๆ ก้อไปถึง สวนซากุระ สวยมากก มีร้านน้ำชาอยู่ด้วย กะว่าให้นั่งจิบชาชมซากุระสินะ ผมว่าคนญี่ปุ่นรู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับของต่างๆจริงๆ..เอาไว้เดี๋ยวจะพูดถึงในวันอื่นดีกว่า เดินมาถึงตรงนี้ก้อเริ่มเหนื่อยกันแล้ว ก้อเลยวนกลับไปท่าเรือโดยใช้อีกทางนึง เส้นทางนี้ก้อเหมือนเดิมครับ....ร้านของฝาก...ร้านของกิน....เราแวะเข้าไปดูร้านของฝากก้อสองสามร้าน แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยชอบซื้อของฝากแบบสักแต่ว่าซื้อ เลยเลือกอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แถมยังต้องเดินทางอีกไกลด้วยก้อเลย ยังไม่ได้ซื้ออะไรกัน จริงๆแล้วผมถูกใจหน้ากากไม้รูปยักษ์อยู่เหมือนกัน แต่ว่าแพงมาก...-_-' เราก้อเลยเดินกันตัวเปล่ามา เดินต่อมาอีกหน่อยนึง ก้อเจอทัพพียักษ์เข้า ขนาดใหญ่ประมาณอะไรดีล่ะ...อืมมม...ประมาณโต๊ะกินข้าวสิบที่นั่งได้ล่ะมั้ง ด้วยความที่ไม่สมารถอ่านญี่ปุ่นได้ เราจึงไม่สามารถรู้ความเป็นมาของเจ้าทัพพียักษ์นี่ได้ ได้แต่ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกแล้วก้อเดินต่อไป เราเดินกันมาจนถึงประตูศาลเจ้าอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่เราเห็นคือ น้ำลดครับ คนเดินลงไปถ่ายรูปกับประตูศาลเจ้ากันเพียบ เราเลยเอามั่ง ถ่ายรูปกันเรียบร้อยก้อไปต่อ เราเดินกลับไปจนถึงท่าเรือ ขึ้นเรือกลับมาต่อรถไฟ ขากลับนี่เราขึ้นรถไฟของ JR ไปลงที่สถานีฮิโรชิมา แล้วก้อไปเดินห้างกันนิดหน่อยก่อนจะแวะไปหามื้อเย็นกินกัน "ถนนสวยดี รายทางจะมีแต่รานของฝากกับของกิน" "เค้ามาถ่ายรูปแต่งงานกัน....เหมือนบ้านเราเลยแฮะ"
"ประตูศาลเจ้ากลางน้ำ" "น้ำลดซะงั้น......"
วันนี้ตั้งใจกันไว้ว่าจะกินโอโคโนมิยากิ เพราะพรุ่งนี้เราจะออกจากฮิโรชิมากันแล้ว แต่ระหว่างที่เดินเลือกร้านกันอยู่ดันเดินไปเจอร้านอาหารมีปลาดิบน่ากินเชียว เราเลยแวะกินกันก่อน แต่ยังไงเราก้อตั้งใจจะกินโอโคโนมิยากิแน่ๆ เราเลยสั่งเฉพาะปลาดิบชุดเล็กมากินกัน เพิ่อจะออกไปกินโอโคโนมิยากิให้ได้...พอไปถึงร้าน ด้วยความเคยชินของผมตอนสั่งโอโคโนมิยากิดันสั่งแบบใส่เส้นไปด้วย.....ผลคือ...อิ่มมากกกกกกกก แทบเดินไปขึ้นรถต่อไม่ไหว....อิ่มจริงๆ..... วันนี้เราเลยนอนหลับกันสบายเลยเพราะเที่ยวมาจนเพลีย แถมอิ่มจัดอีกตะหาก... To be Continue ......
ปล. เดี๋ยวนี้ Windows Live Writer อัพรูปได้เยอะ แถมเขียนออฟไลน์ได้ด้วย ต่อไปจะพยายามอัพบ่อยๆ จะได้จบก่อนครบปีนะครับ...555 30 juillet 8+1 Days in Japan Ep03: Conference @ Hiroshima
งานคงมากกว่าเดิมเยอะ เลยรู้สึกว่าถ้าไม่อัพตอนนี้ก้อจะไม่ได้อัพแล้วล่ะ...วันนี้วันหยุด ก้อเลยพยายามหาโอกาสอัพจนได้....มาต่อกันเลยดีกว่า......>>
Day 2(ต่อ) : 3 Apr 2007 @ Hiroshima..
ต่อจากคราวที่แล้ว หลังจากที่นั่งชินคันเซ็นมาถึงฮิโรชิมา ลงจากรถมาเข้าสถานี วางแผนกันว่าจะไปหาร้านเน็ทซักกะหน่อย ปรากฏว่าออกผิดด้าน..งง..คับ..เลยเดินกลับเข้าไปใหม่คราวนี้เลยเข้าไปวนๆอยู่ในสถานี ปรากฏว่าเจอร้านขายยาเข้า ..จะว่าไปก้อคล้ายๆพวก Boots หรือ Watson นี่เอง ต่างกันก้อตรงที่ เครื่องสำอางค์ที่นี่ อาจทำให้บางคนตื่นตาตื่นใจกว่ามาก ^^ เราก้อเลยแวะช็อปกันนิดหน่อย หลังจากนั้นก้อไปหารถรางขึ้นเพื่อไปที่พักกัน ที่นี่เค้าใช้รถรางกันคับ ไปได้ทั้งเมือง ในขณะเดียวกันรถเมล์ก้อมีนะ สายรถก้อคล้ายๆกัน วิ่งในเมืองราคาเดียว 120 เยน ตอนซื้อแรกๆเลยก้องงๆ หาที่ขายไม่เจอ ก้อเลยไปถามพนักงานเค้า เค้าก้อช่วยเต็มที่แบบภาษามือ สุดท้ายก้อมาถึงที่หมายได้สำเร็จ ใช้เวลาเช็คอินเล็กน้อยแล้วก้อขึ้นห้องไปเก็บของ เสร็จแล้วก้อไปลองเมนูเด็ด บะหมี่ถ้วยหยอดเหรียญนั่นเอง ถ้วยละประมาณ 100 เยน หรือ 30 กว่าบาท น้ำซุปอร่อยดี เครื่องเยอะด้วย หลังจากนั้นตอนเย็นก้อออกไปลงทะเบียนการประชุม ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลัก(?!?)ของการมาญี่ปุ่นครั้งนี้ ลงทะเบียนเรียบร้อยก้อไปหาอะไรกินกัน เลือกไม่ถูกไม่รู้จะกินอะไรดี เดินไปเดินมา เข้า Seven เข้า Lawson สุดท้ายได้ข้าวปั้นร้าน Lawson มากินกันคนละสองปั้น อร่อยดีแถมมีเทคนิคการห่อแบบเจ๋งๆอีกด้วย ห่อตอนแรก สาหร่ายจะไม่ติดข้าว พอแกะห่อพลาสติกออกจะต้องทำตามวิธีของเค้า แล้วจะได้ข้าวปั้นห่อสาหร่ายสวยงามพร้อมกินทันที คืนนี้เตรียมตัวให้พร้อมแล้วก้อรีบนอน เพราะพรุ่งนี้งานใหญ่รออยู่
ที่สถานี HIROSHIMA มี MAC ด้วย
Day 3 : 4 Apr 2007 @ Conferrence..
เช้าวันนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแต่เช้าเลย ตอนออกจากที่พักก้อหนาวมาก วันนี้เลยเดินไม่ไหวต้องพึ่ง Taxi ที่นี่ราคาเดียว 570 เยน รถเค้ามีกลไกเปิดประตูหลังด้วย เท่ทีเดียว หลังจากนั้นก้อเป็นเรื่องงาน ทุกอย่างก้อผ่านไปด้วยดี ตอนเย็นเลยออกไปเดินห้างกันปรากฏว่า เดิน walking street จนเพลิน เข้าร้านอาหารเมนูไข่ ประมาณว่า ร้านนี้อาหารหลายๆเมนูจะมีไข่ลวกมาด้วย ตอนแรกแอบเกร็งๆ บ้านเราเล่นวัดนกกันซะขนาดนี่นา กินเสร็จแล้ว ก้อออกไปเดินต่อ ไปๆมาๆห้างปิดคับ ปิดกันเร็วเหลือเกิน ไม่ไหวๆ ก้อเลยนั่งรถกลับกัน แอบหลงนิดหน่อย ถึงที่พักก้อนอนพัก เตรียมสำหรับไปมิยาจิมาในวันรุ่งขึ้น...
To be continue...
28 avril 8+1 days in japan Ep02 : Shinkansen..
เป็นที่เรียบร้อย เราก้อจะมาต่อกันดีกว่า
DAY 02 : 3 Apr 07
มันก้อคล้ายๆอยุธยาของเราแฮะ เป็นเมืองเก่าที่ถูกทำลายจากสงครามเหมือนกัน แต่ของเค้าแทบไม่เหลือซากเลย แน่ล่ะโดนบอมบ์ซะขนาดนั้น
พอเช็คเอาท์แล้วก้อออกเดินไปสถานีรถไฟกัน การเดินวันนี้ผิดกับเมื่อวานลิบลับ เราออกเดินกันมาแบบสดชื่นสุด อากาศก้อกำลังสบาย(ยกเว้นตอนลมพัด)
เดินแป๊บเดียวก้อมาถึงสถานีรถไฟ sanomiya แอบคิดในใจว่า เมื่อวานทำไมมันไกลจัง วันนี้พิเศษหน่อยเพราะว่าเราจะไปขึ้นรถไฟความเร็วสูง
หรือ Shinkansen ...แหม่่..ตื่นเต้นนะเนี่ยๆ จาก sanomiya เราก้อเลยขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Shin-kobe คำว่า shin นี่แปลว่า ใหม่
เมื่อมันมีใหม่แสดงว่า...มันมีสถานี kobe เฉยๆด้วย สถานีโกเบใหม่นี้จะเป็นสถานีสำหรับขึ้นรถชินกันเซนเนื่องจากเส้นทางมันจะแยกจากทางรถไฟธรรมดา
กลับมาที่สถานีรถไฟใต้ดินก่อน นี่จะเป็นการกดตั๋วจากเครื่องหยอดเหรียญครั้งแรก เพราะว่ารถไฟใต้ใช้ JR Pass ไม่ได้ =_=''
พอได้ตั๋วมาแล้วก้อเอาไปเสียบเข้าประตูเหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรานี่เอง แต่สะดวกกว่า เพราะไม่ว่าจะเสียบตั๋วทางไหนมันก้ออ่านได้หมด ที่สำคัญ
ประตูเปิดนานมากกกกกก....จนเที่ยวหลังๆเริ่มคิดว่า ซื้อใบเดียวแล้วเข้าสองคนเลยดีไม๊เนี่ย...แต่ก้อนะ ถูกจับในต่างประเทศคงไม่สนุก..
หลังจากนั้นไม่นาน เราก้อมาถึงสถานีชินโกเบคับ พอขึ้นมาปุ๊บเราก้อพบว่า สถานีนี่มันอยู่บนเขาเลยนะเนี่ย
"สังเกตว่าข้างหลังจะมีแต่ต้นไม้"
"ยังดีที่ป้ายเค้ามีภาษาอังกฤษให้ ไม่งั้นรันทดชัวร์"
เค้าก้อเลย อ้าว I think you're japanese. โอ้ว...หน้าตากลมกลืนนะนี่เรา 55 ..เป็นเรื่องน่าแปลกดีเหมือนกันนะ คุณยายคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีเลย
ในขณะที่คนหนุ่มสาวหลายคน แทบพูดไม่ได้เลย งงกะประเทศนี้เหมือนกัน -_-a
ข้าวหมกไก่ แต่กินแล้วไม่เหมือน...อร่อยดีคับ เสียดาย มันไม่ร้อน พอซื้อเสร็จแล้วก้อขึ้นไปรอรถไฟที่ชานชาลา รถแต่สายเค้าจะมีชื่อสายเค้าอยู่
ขบวนที่เราจะขึ้นวันนี้ชื่อว่า Hikari วิ่งจากโอซาก้า ไป ฟุกุโอกะ นั่งรอไม่นานรถก้อมาครับ มาตรงเวลามาก
"ขนาดจะจอดอยู่แล้วยังถ่ายเกือบไม่ทัน"
ที่นั่งบนรถไฟของเค้านี่น้องๆเครื่องบินเลยคับ สะดวกสบายมาก และแล้วก้อได้เวลางัดข้าวกล่องขึ้นมากินแล้ว ^^ กินเสร็จสรรพก้อกินน้ำ
บนรถมีตู้กดน้ำด้วย ...จริงๆที่ประเทศนี้มีตู้กดน้ำอยู่ทั่วไปหมด เดินๆไปตามถนน บางทีซอยเล็กๆย่านที่เป็นบ้านคนก้อยังมี สภาพดีทุกตู้
(นึกถึงถ้าเป็นบ้านเราคงกลายเป็นเศษเหล็กไปหมดแล้ว -_-") กลับมาที่รถไฟกันต่อ นั่งๆไปซักพักก้อมีรถเข็นมาขายขนม+น้ำ..อะไรจะขนาดนี้
พนักงานบริการที่ญี่ปุ่นนี่ทำงานกันด้วยใจมากๆ ไม่ว่าจะที่ไหน..โค้งกันเมื่อยเลยทีเดียว ประทับใจมากจริงๆ ...รถไฟต่อคับ..รถไฟๆ..
หลังจากกินเสร็จก้อไม่มีอะไรมากนั่งดูวิว กลืนน้ำลายแก้หูอื้อเป็นระยะ เพราะเวลาเข้าอุโมงค์ อากาศจะเปลี่ยนกระทันหัน ทำให้หูอื้อ
คิดดูละกันว่าเร็วขนาดไหน ราวๆเที่ยงเราก้อมาถึงฮิโรชิมาเป็นที่เรียบร้อย..
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนกันสุดขั้วมาก ดูแลตัวเองด้วยเน้อ...
To be continued....
ปล.ตอบคำถามจากเม้นของตอนที่แล้ว
12 avril 8+1 days in Japan.....Ep1
ก้อเลยปล่อยๆไว้..ไม่ได้อัพ คราวนี้เขียนยาวเลยดีก่า
แต่ก้อเป็นการเที่ยวเองด้วยเงินตัวเองครั้งแรก ก้อเป็นรสชาติอีกแบบนึงเหมือนกัน เรามาเริ่มทริปกันเลยดีกว่า..
Day 0 : 1 Apr 07 11.00PM
เค้าก้อประกาศว่า พรุ่งนี้เช้าจะเจออากาศแปรปรวนนะคะ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวเราจะเสริฟอาหารกันเลย...อ่าว เพิ่งกินมาเมื่อกี้อะ อิ่มมากด้วย
แต่ก้อเอาเถอะ เค้าเสริฟเราก้อกิน กินเสร็จเราก้อนอน แม้จะไม่ค่อยหลับ เพราะว่าเครื่องกระเทือนไปตลอดทาง แต่ก้อพยายามจนได้ไปหลายตื่นเหมือนกัน
Day 1 : 2 Apr 07 6.30AM
บวกกับที่ไม่ได้กินข้าวเช้า เพราะมันเสริฟไปตั้งแต่เมื่อคืน TT_TT ก้อเลยหาอะไรกินมันแถวนั้นเลย พออิ่มท้อง ได้ล้างหน้าแปรงฟันหน่อยก้อพร้อมจะลุยละ สิ่งแรกที่ต้องทำก้อคือ แลกตั๋วรถไฟ ซึ่งเรียกว่าตั๋ว Japan Rail Pass ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเดินทางครั้งนี้ เพราะว่าเจ้าตั๋วเนี่ย สามารถใช้ขึ้นรถไฟ รถเมล์ เรือเฟอร์รี่ ที่เป็นของบริษัท JR ได้ทั้งหมดภายในช่วงเวลา 7 วัน เรียกได้ว่า ถ้าเจ้านี่หาย งบบานแน่นอน "นี่คือเจ้าตั๋วที่ว่า"
...เนื่องจากรถไฟวิ่งค่อนข้างเร็ว ดังนั้นเราจึงมาถึงเกียวโตตั้งแต่ก่อนเที่ยง แม้ว่าจะช้ากว่าที่วางแผนเนื่องจะความมึนในตอนเช้า แต่ก้อมาถึงได้เร็วมาก "ขอโทษเถอะคับ สถานีพี่จะใหญ่ไปไหน"
แล้วก้อเริ่มออกเที่ยวกันทันที ที่แรกที่ไปคือวัดคิงคะคุจิ (เสียดาย..อยากไปวัดอังโคะคุจิอะ) ก้อเป็นที่ตื่นตาตื่นใจมากเพราะว่าบรรยากาศดีมากๆ แม้ว่าจะยังไม่ค่อยเห็นซากุระก้อตาม หลังจากนั้นเราก้อมาต่อกันที่วัดเรียวอันจิ(อันจินะ..ไม่ใช่อุนจิ) วัดนี้มีจุดเด่นที่สวนหินแบบเซ็น จริงๆก้อไม่รู้ว่าลานหินที่มีรอยคราดแบบนี้ทำไมถึงเด่นได้ แต่ก้อนะเค้าก้อเด่นอะ
เพื่อไปยังที่พักของคืนนี้ที่เมืองที่มีชื่อเสียงด้านเนื้อเสต็ก ..เมืองโกเบนั่นเอง...แต่ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางและเดินเที่ยวมาตลอดวัน ทำให้เย็นนั้นตัดสินใจกันว่า กินที่โรงแรมดีกว่า ว่าแล้วก้อเลยเลี้ยวเข้าร้านของโรงแรมซะเลย มื้อนี้มื้อที่สามแล้วคับ เลยเริ่มคุ้นเคยกับการสั่งอาหารมาขึ้น สามารถใช้นิ้วจิ้มรูปของที่ต้องการได้อย่างคล่องแคล่ว และเป็นธรรมชาติไม่เคอะเขิน หุหุ ทำไงได้ละคับ พี่แกเล่นไม่ใช้ภาษาอังกฤษกันเลยง่ะ ...ชาตินิยมจริงๆ
|
||||||||||||||||||
|
|